PROJECT

ประโยชน์ของโครงการอาเซียนโปแตชชัยภูมิ

ประชากรโลกในปัจจุบันมีมากกว่า 7 พันล้านคนและกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตราที่น่าตกใจ กล่าวคือ ในอดีตประชากรโลกได้เพิ่มถึง 1 พันล้านคนในปี พ.ศ. 2347 และเพิ่มเป็น 2 พันล้านคนในปี พ.ศ. 2470 (อีก 123 ปีต่อมา) แต่ใช้เวลาเพียง 33 ปีหลังจากนั้นในการเพิ่มเป็น 3 พันล้านคน หรือในปี พ.ศ. 2503 และหลังจากนั้นเพียงราว 50 ปี ประชากรโลกได้ก้าวเข้าสู่ 7 พันล้านคน ในปี พ.ศ. 2555


การที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ย่อมทำให้ความต้องการด้านอาหารเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ในขณะที่พื้นที่ทางการเกษตรลดลงตลอดเวลา เนื่องจากการขยายตัวของเมืองรุกล้ำพื้นที่ทำกินทางการเกษตร ยิ่งไปกว่านั้น ความต้องการด้านพลังงานก็เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย เป็นผลให้การแสวงหาพลังงานทางเลือกมากขึ้น และหนึ่งในทางเลือก คือ พลังงานชีวภาพ ซึ่งทำให้มีความต้องการปลูกพืชเพื่อแปลงไปเป็นพลังงานเพิ่มสูงขึ้นมาก ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรต่อหน่วยพื้นที่จึงเป็นหนทางที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และปัจจัยการเพิ่มผลผลิตที่สำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ “ปุ๋ย”


ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นผู้นำด้านเกษตรกรรมของโลก โดยส่งออกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และผลไม้หลากหลายชนิดไปทั่วโลก จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก แต่จนถึงปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศทั้งสิ้น ทำให้การผลิตปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ มีต้นทุนที่สูงทำให้เกษตรกรไทยต้องซื้อปุ๋ยในราคาแพง ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีแหล่งโพแทชที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก ซึ่งสามารถนำมาผลิตแม่ปุ๋ยโพแทช (K) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของธาตุอาหารหลักในปุ๋ยที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก


แหล่งแร่โพแทชทั่วโลกมีเพียงไม่กี่แห่ง โดยมีแคนาดา รัสเซีย เบลารุส เป็นผู้นำโดยครอบครองส่วนแบ่งการตลาดถึงกว่าร้อยละ 70 ของตลาดโลก โดยมีภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน จีน และอินเดีย เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ เนื่องจากไม่มีแหล่งแร่โพแทชในแถบภูมิภาคนี้เลย (ประเทศจีนสามารถผลิตปุ๋ยโพแทชจากทะเลสาบน้ำเค็มได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่)


ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยคิดเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 8 หมื่นล้านบาทต่อปี (ในปี พ.ศ. 2554 – 2556) และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าแม่ปุ๋ย N P และ K ราว 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นแร่โพแทชถึงราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าของเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งถ้าหากประเทศไทยสามารถผลิตแม่ปุ๋ยโพแทชใช้เองได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าขนส่งมาจากต่างประเทศ ก็จะทำให้ราคาปุ๋ยภายในประเทศถูกลงได้ถึงร้อยละ 20


นอกจากนั้น จากการที่ไม่มีผู้ผลิตปุ๋ยโพแทชในภูมิภาค และประเทศไทยซึ่งอยู่ในใจกลางของตลาดแห่งนี้สามารถผลิตแม่ปุ๋ยโพแทชได้ จะทำให้ผู้ผลิตโพแทชของไทยมีข้อได้เปรียบในด้านโลจิสติกส์ ซึ่งหมายถึง ต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำกว่า อีกทั้งยังสามารถส่งสินค้าได้รวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องขนส่งเป็นจำนวนมากในคราวเดียว ทำให้ผู้ซื้อสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านสินค้าในสต๊อกและเพิ่มความคล่องตัวของกระแสเงินสด ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะสนับสนุนให้ไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้นำทางด้านปุ๋ยในภูมิภาคนี้ในอนาคต


ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าประเทศไทยทุกวันนี้จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถผลิตแม่ปุ๋ยโพแทชขึ้นเองได้ ก็จะทำให้ต้นทุนของการผลิตปุ๋ยในประเทศถูกลงราวร้อยละ 20 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้ต้นทุนในการผลิตต่ำลง มีผลตอบแทนมากขึ้น เป็นผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนสูงขึ้น การหมุนเวียนของกระแสเงินสดก็สูงขึ้นตาม ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในภาพรวม อีกทั้งปริมาณแม่ปุ๋ยโพแทชที่เหลือใช้ในประเทศ ยังสามารถส่งออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนอกจากจะเป็นการนำเงินตราเข้าประเทศแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านการเกษตรในภูมิภาคได้อีกด้วย


นอกจากนี้ โครงการเหมืองแร่โพแทช ที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ นอกจากจะสามารถผลิตแม่ปุ๋ยโพแทชแล้ว ยังมีผลผลิตพลอยได้ คือ เกลือ (NaCl) และแมกนีเซียมคลอไรด์ (MgCl2) ที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนมากในอนาคต


นอกจากนี้ การที่ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นเกษตรกรแต่ผืนแผ่นดินในภูมิภาคแถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนจากการทำการเกษตรไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน จึงทำให้ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนุ่มสาวจำนวนมาก จำต้องออกไปหางานทำนอกบ้าน ก่อให้เกิดช่องว่างในครอบครัวและนำมาซึ่งปัญหาต่อเนื่องทางสังคมอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เมื่อโครงการฯ เกิดขึ้น ซึ่งจะมีการจ้างงานเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะให้บุคคลในครอบครัวกลับมาอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้สังคมเข้มแข็ง และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน


ผลประโยชน์ทางตรงอีกสิ่งหนึ่ง คือ ค่าภาคหลวงแร่ที่ทางบริษัทฯ จะต้องนำส่งรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกจัดสรรมาพัฒนาชุมชนโดยตรง อีกทั้งทางบริษัทฯ ยังได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนโดยรอบ เพราะตระหนักเสมอว่า การประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่แค่เพียงแสวงหาผลกำไร หากแต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย จึงจะสามารถประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนโดยการหลอมหลวม 2 สิ่งสำคัญคือ ความไว้ใจ และ ความสุขใจ


เริ่มสร้างความไว้ใจตั้งแต่ การคัดเลือกเทคโนโลยีในการทำเหมืองโพแทชที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงองค์ประกอบรอบด้าน ทั้งด้านความปลอดภัย การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลกระทบที่อาจจะเกิดจากโครงการฯ อยู่ในขอบเขตของมาตรฐานสากลที่จะควบคุมผลกระทบดังกล่าวให้ลดน้อยลง จนอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ รวมไปถึงการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามที่ระบุในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเคร่งครัด ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การคัดเลือกตัวแทนผู้มีส่วนได้เสีย การจัดตั้งคณะกรรมการมวลชนสัมพันธ์ คณะกรรมการติดตามตรวจสอบการทำเหมืองใต้ดินตามมาตรา 88/11 เป็นต้น อย่างไรก็ดี สามารถกล่าวได้ว่า บริษัทฯ มิใช่กระทำตามแต่ที่กฎหมายนั้นกำหนดไว้ หากรวมถึง การสร้างความสุขใจ ผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีผลต่อความสุขในการดำรงชีวิต เริ่มที่ ...


“สุขเพราะมีงานทำ”


                  
ตั้งต้นจากการปูพื้นฐานด้านการศึกษาของเยาวชนให้มีศักยภาพทั้งด้านวิชาการ และสันทนาการเพื่อเป็นการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเกษตรกรรมแก่เกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชาชนโดยรอบพื้นที่โครงการฯ

  • สนับสนุนทุนการศึกษา: เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • โครงการภาษาอังกฤษเพื่อโรงเรียนไทย: โดยความร่วมมือกับมูลนิธิโยนกในการจัดหาครูจากประเทศสหรัฐอเมริกามาสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนในพื้นที่โครงการฯ เพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ปี 2554 โดย ในปี 2558 ได้ขยายการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นเป็น 14 โรงเรียนโดยรอบพื้นที่โครงการฯ สำหรับโรงเรียนที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ จะมีการจัดกิจกรรมเข้าค่ายภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักเรียนที่เข้าร่วมกล้าแสดงออกในการสื่อสารภาษาอังกฤษ
  • การสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับกิจกรรมสันทนาการ: เช่น วงโยธ-วาทิต ชมรมดนตรี ชมรมศิลปะ และชมรมกีฬา เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และห่างไกลยาเสพติด
  • โครงการอาหารกลางวันเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี: โดยบริษัทฯ ได้ประสานความร่วมมือกับ 4 โรงเรียนในพื้นที่โครงการฯ โดยสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำแปลงผักสวนครัว โรงเรือนเพาะเห็ด บ่อเลี้ยงปลา และโรงเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาจัดทำเป็นอาหารกลางวันที่มีประโยชน์ทางโภชนาการให้แก่นักเรียน
  •  โครงการต่อยอดอาชีวศึกษาด้านเหมืองแร่: เป็นโครงการที่สำคัญยิ่งในปี 2559 โดยบริษัทฯ ได้สนับสนุนงบประมาณและประสานความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ และภาควิชาเหมืองแร่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำหลักสูตร ปวส. ด้านเหมืองแร่ขึ้น พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษา เพื่อให้เยาวชนในพื้นที่มีความรู้/ความสามารถ และมีศักยภาพเพื่อมาร่วมงานกับเราหรือเหมืองอื่น ๆ ตลอดจนรองรับการแจ้งแรงงานจากคนในพื้นที่ต่อไป
  • โครงการปุ๋ยสั่งตัด: ด้วยอำเภอบำเหน็จณรงค์ มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินต่ำ ทำให้ผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนในพื้นที่ เป็นไปอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้น องค์ความรู้ประกอบกับเทคโนโลยีด้านการเกษตร จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น “ปุ๋ยสั่งตัด” จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมกับสภาพดินและพืช ณ ขณะนั้น โดยในปี 2558 บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมนำร่อง โดยเรียนเชิญ ดร. ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ ประธานมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน หนึ่งในผู้ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด มาเป็นวิทยากรเพื่อให้ความรู้และอบรมเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดให้แก่เกษตรกรและผู้นำชุมชนในพื้นที่โครงการฯ ประกอบด้วย ตำบลหัวทะเล ตำบลบ้านตาล ตำบลบ้านเพชร อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ และ ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2558 โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น 225 คน และมีการร่วมกันเกษตรกรในพื้นที่ทดลองใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดกับมันสำปะหลัง จำนวน 3 แปลง ต่อมา ในเดือน มิถุนายน 2559 ได้เริ่มให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับปุ๋ยสั่งตัดอีกครั้ง และทดลองใช้เทคโลยีปุ๋ยสั่งตัดในนาข้าว โดยมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมทดลองกว่า 20 ราย
  • โครงการเกษตรทางเลือก: ในอนาคตอันใกล้นี้ บริษัทฯ ได้มองหาแนวทางการทำเกษตรทางเลือก ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่นอกเหนือจากการทำนา หรือ ทำไร่ เนื่องจากทรัพยากรดินในแถบอำเภอบำเหน็จณรงค์ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น ดังนั้น ทีมงานจึงได้ปรึกษาหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะทำการทดลองเลี้ยงปลากระพง การปลูกพืชเพื่อปรับปรุงดินเค็ม ทั้งนี้ ยังคงหาแนวทางอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ และสัญญาว่าจะไม่หยุดนิ่งที่จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
  • กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่: ด้วยการจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุน เพื่อใช้ในสนับสนุนการพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่โครงการฯ เช่น การส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี หรือ การพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เป็นต้น โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนด้วยตนเอง ผ่านในรูปแบบของคณะกรรมการมวลชนสัมพันธ์ ที่ประกอบไปด้วย 3 ภาคส่วนหลัก คือ ตัวแทนประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ตัวแทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนบริษัทฯ โดยให้สัดส่วนของภาคประชาชนมีจำนวนเกินครึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองโดยแท้จริง ซึ่งภายหลังจากได้รับประทานบัตร บริษัทฯ ได้เปิดบัญชีกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ขึ้น กับธนาคารออมสิน สาขาบำเหน็จณรงค์ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 4,000,000 บาท ทั้งนี้ในปีถัดไปถึงปีที่ 5 จะนำเงินเข้าอีกปีละ 4,000,000 บาท โดยในปีที่ 6 – 25 จะนำเงินเข้าที่ปีละ 14,000,000 บาท รวมเป็นเงินที่จัดสรรเข้ากองทุนทั้งสิ้น 300,000,000 บาท


ต่อมา อีกหนึ่งสุข คือ “สุขเพราะสุขภาพดี” สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตนั้นดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงให้ความใส่ใจดูแลสุขภาพของชุมชนในพื้นที่รอบโครงการฯ เป็นอย่างยิ่ง นอกจากการตรวจสุขภาพประชาชนโดยรอบพื้นที่โครงการฯ เพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูล (Baseline) ก่อนเริ่มดำเนินโครงการฯ แล้วนั้น บริษัทฯ ยังคงดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่โครงการอย่างสม่ำเสมอ

  • โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดยบมจ. อาเซียนโปแตชชัยภูมิ: ได้ดำเนินการมาแล้วอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 ด้วยความร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ ออกอำนวยความสะดวกให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนแบบส่งตรงถึงหมู่บ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งการตรวจโรค จ่ายยาและให้คำแนะนำการดูแลรักษาสุขภาพอนามัย
  • การจัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ: เพื่อให้มีงบประมาณสำหรับดูแลสุขภาพประชาชนโดยรอบ อันมีสาเหตุจากกิจกรรมการทำเหมืองใต้ดินของโครงการ ให้มีผลในทางปฏิบัติและเกิดความเชื่อมั่นในการดำเนินงานมากที่สุด โดยกลไกการบริหารกองทุนเป็นไปในรูปแบบเดียวกันกับกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ กล่าวคือ มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนด้วยตนเอง ผ่านในรูปแบบของคณะกรรมการมวลชนสัมพันธ์ ที่ประกอบไปด้วย 3 ภาคส่วนหลัก คือ ตัวแทนประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ตัวแทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนบริษัทฯ โดยให้สัดส่วนของภาคประชาชนมีจำนวนเกินครึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด


ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำเงินเข้ากองทุนงวดที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท โดยเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงไทย สาขาบำเหน็จณรงค์ ในชื่อบัญชี กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ โดย บมจ. อาเซียนโปแตชชัยภูมิ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 จากนี้ถัดไปอีก 4 ปี จะนำเงินเข้าบัญชีอีกปีละ 1,000,000 บาท โดยในปีที่ 6 – 25 จะนำเงินเข้าบัญชีอีกปีละ 2,000,000 บาท รวมจัดสรรเงินเข้ากองทุนทั้งสิ้น 45,000,000 บาท

กองทุนเพื่อชุมชน โดย บมจ. อาเซียนโปแตชชัยภูมิ


ด้วยความห่วงใยและบรรเทาความกังวลใจของชุมชนถึงผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินโครงการฯ ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้น ทั้งกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและที่จัดตั้งให้ชุมชนด้วยความสมัครใจ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ชุมชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อการดำเนินโครงการฯ และเป็นหลักประกันให้เห็นถึงการทำงานด้วยหัวใจแห่งความรับผิดชอบ

กองทุนต่าง ๆ ได้ถูกจัดตั้งขึ้น จากการออกแบบให้กองทุนสามารถเชื่อมโยงกับการดำเนินโครงการฯ และการบริหารจัดการผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยวางรากฐานระบบการทำงานของกองทุนอย่างรอบด้าน จนกระทั่งได้พื้นฐานการทำงานบนหลักการ 4 ด้าน คือ

  • การเฝ้าระวัง (Monitoring)
  • การบรรเทา (Relief)
  • การฟื้นฟู (Restoring)
  • การพัฒนา (Development)


จากหลักการข้างต้น นำมาสู่แนวทางดำเนินการแรกที่บริษัทฯ พึงปฏิบัติคือ การเฝ้าระวัง (Monitoring) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบอันอาจสืบเนื่องมาจากการทำเหมืองแร่โพแทชของโครงการฯ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม หากเกิดปัญหาที่นอกเหนือจากแผนการดำเนินงานที่วางเอาไว้ หลักการบรรเทา (Relief) จะเป็นมาตรการต่อมาที่ช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที โดยในขณะเดียวกันจะมีหลักการฟื้นฟู (Restoring) เป็นมาตรการระยาวในการแก้ไขปัญหาอันอาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ แม้ว่าการทำเหมืองใต้ดินจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อลักษณะทางกายภาพ ทัศนียภาพ หรือสิ่งปลูกสร้าง และอื่นๆ บนผิวดินก็ตาม โดยท้ายที่สุด คือหลักการพัฒนา (Development) ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในมิติของการพัฒนา สู่เป้าหมายที่หวังให้ชุมชนโดยรอบได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ผ่านโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ตามความต้องการของชุมชน


               เมื่อนำหลักการดังกล่าวสู่แนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยการจัดตั้งกองทุนต่าง ๆ ขึ้น จำนวน 6 กองทุนที่ตอบโจทย์การทำงานอย่างรอบด้าน โดยเริ่มที่กองทุนสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำเหมืองใต้ดินตามพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมมาตรา 88/11 เพื่อให้ผู้มีสิทธิตรวจสอบ (ตัวแทนประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย) นำเงินจากกองทุนไปว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาในการตรวจสอบการทำเหมืองแร่ใต้ดิน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและคอยตรวจสอบการทำงานของโครงการฯ ว่าทำเหมืองถูกต้องตามกฎหมายและไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 50,000,000 บาทตลอดอายุประทานบัตร สำหรับคอยตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังผลกระทบอีกทางหนึ่งด้วย


               ต่อมา กรณีเกิดเหตุสุดวิสัยอันอาจเกิดผลกระทบจากการดำเนินโครงการฯ ขึ้น จะมีกองทุนประกันความเสี่ยงเพื่อไว้บรรเทาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการฯ ได้ทันที และหากเป็นกรณีเกิดผลกระทบด้านสุขภาพขึ้น ก็จะมีกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพคอยดูแลผู้ได้รับผลกระทบในส่วนนี้


               โดยในส่วนของการฟื้นฟูนั้นจะมีกองทุนฟื้นฟูพื้นที่ทำเหมือง เพื่อเป็นงบประมาณสำหรับฟื้นฟูสภาพพื้นที่ทำเหมือง ทั้งระหว่างการดำเนินโครงการและช่วงปิดเหมือง ซึ่งดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า การทำเหมืองใต้ดินนั้นไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมบนผิวดิน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ บริษัทฯ จึงได้มีการวางแผนและออกแบบการปิดเหมืองให้มีความปลอดภัยและแข็งแรง ตลอดจนฟื้นฟูบริเวณโดยรอบโครงการที่อาจจะได้รับผลกระทบอีกด้วย


               ท้ายที่สุดกับความตั้งใจในการพัฒนา ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านโพแทชของประเทศ ผ่านกองทุนเพื่อวิจัยด้านโพแทช เพื่อเป็นงบประมาณสนับสนุนการศึกษาการศึกษาวิจัยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสถาบันการศึกษา ให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต และอีกการพัฒนาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ การพัฒนาชุมชนให้พื้นที่โครงการฯ ให้เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่


               นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับทำประกันภัยกับบริษัทนิติบุคคลผู้รับทำประกันภัย ตลอดอายุประทานบัตร เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินโครงการฯ ได้อีกระดับหนึ่ง


               ทั้งนี้ จะมีตัวแทนจากประชาชนในพื้นที่โครงการฯ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในทุก ๆ กองทุน เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อชุมชนโดยแท้จริง  ซึ่งบริษัทฯ หวังว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความจริงใจและสร้างความมั่นใจให้แก่ชุมชนในการดำเนินงานของเรา


หมายเหตุ: ความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการฯ สามารถสรุปได้ดังตารางด้านล่าง

หลักการ ลำดับ กองทุน

จำนวน
(ล้านบาท)

งวดที่ 1
(ล้านบาท)

ธนาคาร
(สาขา)

วันที่จ่ายเงินเข้ากองทุน ผู้รับผิดชอบ
เฝ้าระวัง 1 กองทุนสนับสนุนการมีส่วนร่วมตรวจสอบการทำเหมืองใต้ดิน ตาม พรบ. แร่ พ.ศ. 2545 มาตรา 88/11 25 1

เช็คสั่งจ่ายกรมบัญชีกลาง
กระทรวงการคลัง

6/05/58 กพร.
บรรเทา 2 กองทุนประกันความเสี่ยง 50 2

กรุงไทย
(ถนนวัชรพล)

 
4/04/59 กพร.
3 กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ 45 1

กรุงไทย
(บำเหน็จณรงค์)

 
4/02/59 ชุมชน & บริษัทฯ
ฟื้นฟู 4 กองทุนฟื้นฟูพื้นที่ทำเหมือง 600  

รอดำเนินการผลิตและมีรายได้
จากการขายโพแทช

พัฒนา 5 กองทุนเพื่อการศึกษาวิจัยด้านโพแทช 75 3

เช็คสั่งจ่ายกรมบัญชีกลาง
กระทรวงการคลัง

25/03/59 กพร.
6 กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ 300 4

ออมสิน
(บำเหน็จณรงค์)

4/02/59 ชุมชน & บริษัทฯ
รวม 1,095 11      
PREVIOUS PAGE